ตัวจับเวลาฟาสติ้ง

กดปุ่มเดียวตอนเริ่มอด กดอีกทีตอนเริ่มกิน ที่เหลือระบบนับเวลาให้เอง

ตอนนี้ยังไม่ได้ล็อกอิน กดดูได้ แต่ระบบจะไม่จับเวลาและไม่บันทึกให้ เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
🍽️ อยู่ในช่วงกิน
พร้อมเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้
ยังไม่เคยเริ่มจับเวลา

ตัวเลขแรกคือชั่วโมงที่อด ตัวหลังคือกรอบเวลาที่กินได้ เช่น 16:8 = อด 16 ชม. กินภายใน 8 ชม. ตั้งแต่ 24 ชม. ขึ้นไปเป็นการอดข้ามวัน (การ์ดที่มี ⚠️) ระบบจำค่าที่เลือกล่าสุดไว้ให้ เปลี่ยนได้ทุกครั้ง

กดทันทีหลังกินคำสุดท้ายของวัน นาฬิกาจะเริ่มเดินจากตอนนั้น

ตอนนี้ร่างกายกำลังทำอะไรอยู่

ตอนนี้อยู่ในช่วงกิน ไทม์ไลน์ข้างล่างคือแผนที่ว่าถ้าเริ่มอด ร่างกายจะผ่านอะไรบ้างตามลำดับชั่วโมง

016244872
ชั่วโมงที่อด
ดูทุกช่วงตั้งแต่ต้นจนถึง 72 ชั่วโมง
  1. 0–4ชม.
    🍽️ ช่วงย่อยและดูดซึม

    ร่างกายยังกินอยู่ในทางเคมี แม้จานจะว่างไปแล้ว

    • อินซูลินขึ้นสูงสุดหลังมื้ออาหาร ร่างกายใช้กลูโคสจากอาหารที่เพิ่งกินเป็นเชื้อเพลิงหลัก
    • ส่วนเกินเก็บเป็นไกลโคเจนในตับและกล้ามเนื้อก่อน เต็มแล้วจึงเก็บเป็นไขมัน
    • ยังแทบไม่ดึงไขมันมาใช้ เพราะอินซูลินที่สูงเป็นตัวยับยั้งการสลายไขมันโดยตรง
  2. 4–12ชม.
    🌙 ช่วงหลังดูดซึม

    ตับเข้ามารับหน้าที่คุมน้ำตาลในเลือดแทนอาหาร

    • อินซูลินลดลงเรื่อยๆ กลูคากอนขึ้นมาแทน
    • ตับสลายไกลโคเจนที่เก็บไว้ปล่อยเป็นน้ำตาลเข้ากระแสเลือด
    • เริ่มดึงไขมันมาใช้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ใช่เชื้อเพลิงหลัก
    • คนที่นอน 8 ชั่วโมงแล้วตื่นมา ก็อยู่ตรงช่วงนี้พอดี — นี่คือสภาพปกติของทุกเช้า
  3. 12–18ชม.
    🔄 สวิตช์เมตาบอลิกเริ่มพลิก

    ตับเริ่มเปลี่ยนไขมันเป็นคีโตน นี่คือจุดที่การอดเริ่มต่างจากการข้ามมื้อ

    • ไกลโคเจนในตับร่อยหรอ กรดไขมันอิสระในเลือดเพิ่มขึ้น ตับเริ่มผลิตคีโตน
    • งานทบทวนวรรณกรรมระบุว่าสวิตช์นี้เกิดในช่วง 12–36 ชั่วโมง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว ขึ้นกับว่ามื้อล่าสุดกินคาร์บมากแค่ไหน และระหว่างอดได้ขยับตัวมากน้อยเพียงใด
    • แบบ 16:8 ที่นิยมกัน จบลงตรงต้นๆ ของช่วงนี้พอดี
  4. 18–24ชม.
    🔥 คีโตนขึ้นชัด

    สมองเริ่มใช้เชื้อเพลิงสองอย่างพร้อมกัน

    • คีโตน (β-hydroxybutyrate) กลายเป็นเชื้อเพลิงร่วมของสมองและกล้ามเนื้อ
    • นอร์อะดรีนาลีนเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายคนรู้สึกตื่นตัวมากกว่าเพลีย
    • เรื่อง "ออโตฟาจีเริ่มที่ 16 ชั่วโมง" ที่เห็นกันทั่วอินเทอร์เน็ต ยังไม่มีข้อมูลในคนรองรับ ตัวเลขนั้นอนุมานมาจากสัตว์ทดลอง งานวิจัยที่วัดออโตฟาจีในคนจริงๆ เพิ่งเริ่มทำกันในการอด 3 วัน
  5. 24–36ชม.
    ⚙️ ไกลโคเจนหมดคลัง ⚠️

    ตับเลิกปล่อยของสำรอง แล้วหันมาสร้างน้ำตาลขึ้นใหม่เอง

    • น้ำตาลในเลือดเกือบทั้งหมดมาจาก gluconeogenesis คือตับสร้างขึ้นใหม่จากกรดอะมิโน กลีเซอรอล และแลคเตท
    • โกรทฮอร์โมนเริ่มหลั่งถี่ขึ้นและแรงขึ้น หน้าที่หลักคือช่วยรักษากล้ามเนื้อไว้ระหว่างที่ไม่มีอาหารเข้า
    • ตั้งแต่ช่วงนี้ไป น้ำเปล่าอย่างเดียวไม่พอ ต้องใส่ใจเกลือแร่ (โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม) ด้วย
  6. 36–48ชม.
    📈 โกรทฮอร์โมนขึ้นสูง ⚠️

    ช่วงที่ตัวเลขในงานวิจัยขยับแรงที่สุด และเป็นตัวเลขที่วัดในคนจริง

    • ผู้ชายสุขภาพดีที่อด 2 วัน GH รวมต่อ 24 ชั่วโมงเพิ่มราว 5 เท่า (78 → 371 μg/L·v) จำนวนครั้งที่หลั่งเพิ่มจาก 14 เป็น 32 ครั้งต่อวัน
    • อินซูลินอยู่จุดต่ำสุดของทั้งรอบ
    • ตรงข้ามกับความเชื่อที่ว่าอดแล้วระบบเผาผลาญพัง: การอด 84 ชั่วโมงพบว่าการเผาผลาญขณะพักเพิ่มขึ้นราว 14% สูงสุดในวันที่ 3 พร้อมกับนอร์อะดรีนาลีนที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว การเผาผลาญจะเริ่มลดจริงก็ต่อเมื่ออดต่อเนื่องหลายวันกว่านี้
  7. 48–72ชม.
    🧬 ปรับตัวเต็มรูปแบบ ⚠️

    ร่างกายเลิกคิดว่านี่คือมื้อที่ข้าม แล้วเริ่มปรับระบบทั้งระบบ

    • งานทบทวนวรรณกรรมระบุว่าการปรับตัวของฮอร์โมนหลักๆ จะเห็นชัดหลัง 48–72 ชั่วโมงขึ้นไป ก่อนหน้านั้นยังเป็นการปรับตัวระยะสั้น
    • ไทรอยด์ปรับลดลง: การอด 60 ชั่วโมงพบ T3 ลดจาก 1.73 เหลือ 1.36 nmol/L, reverse T3 ขึ้นจาก 0.30 เป็น 0.44, TSH ลดจาก 2.0 เหลือ 1.0 mU/L ส่วน T4 ไม่เปลี่ยน
    • ออโตฟาจี: นี่คือช่วงที่งานวิจัยในคนกำลังวัดกันอยู่จริงๆ ยังไม่มีคำตอบที่สรุปได้
  8. 72+ชม.
    ⚕️ เกิน 3 วัน — ควรมีคนดูแล ⚠️

    พ้นจากขอบเขตที่ทำเองที่บ้านได้อย่างปลอดภัยแล้ว

    • IGF-1 ลดลงได้ถึง 65% ภายใน 3–5 วัน คอร์ติซอลเพิ่มได้เกินสองเท่าในการอด 8 วัน และเทสโทสเตอโรนลดลง 17–36%
    • ความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม: เกลือแร่ผิดปกติ ความดันตกเวลาลุกยืน การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และภาวะ refeeding syndrome ตอนกลับมากิน
    • การกลับมากินหลังอดยาว อันตรายกว่าตัวการอดเอง ควรเริ่มจากอาหารเบาปริมาณน้อย ไม่ใช่มื้อใหญ่
อ่านตัวเลขพวกนี้ยังไง

ชั่วโมงที่เขียนไว้เป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่มักมีคนไม่กี่คน ร่างกายแต่ละคนพลิกสวิตช์ไม่พร้อมกัน คนที่เพิ่งกินคาร์บหนักจะเข้าช่วงคีโตนช้ากว่าคนที่ออกกำลังกายมาก่อนอดหลายชั่วโมง

งานวิจัยการอดยาวส่วนใหญ่ทำในผู้ชายวัยหนุ่มจำนวนน้อย ผลในผู้หญิงและผู้สูงอายุอาจต่างออกไป และตรงไหนที่ยังไม่มีข้อมูลในคน ระบบจะเขียนบอกไว้ตรงๆ แทนที่จะเดาให้

นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 กินยาลดน้ำตาลหรือยาความดัน หรือเคยมีปัญหาเรื่องการกิน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนอดข้ามวัน