ตั้งชุดที่ทานประจำครั้งเดียว แล้วแต่ละวันแค่ติ๊กว่าทานแล้ว
กดที่ชื่อเพื่อดูข้อมูลทั้ง 6 ด้าน · ทุกข้อมีป้ายบอกว่าหลักฐานแน่นแค่ไหน และตัวที่คำโฆษณาไม่ตรงกับงานวิจัย ลำดวนเขียนบอกไว้ตรงๆ
ไม่พบอาหารเสริมที่ค้นหา
วิตามินที่ร่างกายสร้างเองได้จากแสงแดด ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนมากกว่าวิตามิน คุมการดูดซึมแคลเซียมและการทำงานของยีนนับพันตัว
แก้ภาวะขาด และรักษามวลกระดูกในคนที่ขาดจริง ตรงนี้หลักฐานแน่น แต่ในคนที่ระดับปกติอยู่แล้ว งานใหญ่ VITAL (25,871 คน) ไม่พบว่าลดกระดูกหัก
เทสโทสเตอโรนขึ้นเฉพาะในผู้ชายที่ขาดวิตามิน D จริง ในคนที่ระดับปกติไม่ขยับ นี่คือจุดที่ฉลากอาหารเสริมพูดผิดบ่อยที่สุด
ไม่ทำให้น้ำหนักลด ที่คนอ้วนมักมีวิตามิน D ต่ำ เป็นเพราะไขมันกักวิตามินไว้ ไม่ใช่วิตามินต่ำแล้วทำให้อ้วน เหตุกับผลสลับกัน
มีงานเล็กๆ ที่โยงระดับวิตามิน D ต่ำกับการนอนแย่ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเสริมแล้วนอนดีขึ้น
กระดูก ภูมิคุ้มกัน และการทำงานของกล้ามเนื้อ ตรวจระดับในเลือดก่อนเสริมดีที่สุด เพราะเป้าหมายคือพาระดับขึ้นมาที่ปกติ ไม่ใช่ยิ่งสูงยิ่งดี
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1,000-5,000 IU ต่อวัน
4,000 IU/วัน (100 มคก.) — IOM และ EFSA ตรงกัน นับรวมทุกแหล่ง
วิตามินที่ทำให้โปรตีนบางตัวจับแคลเซียมได้ถูกที่ MK-7 อยู่ในเลือดได้นานกว่า MK-4 มาก จึงกินวันละครั้งพอ
ตัวชี้วัดในเลือดที่บอกว่าแคลเซียมไปเกาะผนังหลอดเลือดดีขึ้นชัดเจน แต่งานที่วัดผลจริงด้วยภาพหลอดเลือดสองงานได้ผลเป็นกลาง
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้ในคน
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
กระดูกและหลอดเลือด · คำโฆษณาที่ว่า "กินวิตามิน D โดยไม่กิน K2 แล้วหลอดเลือดจะเป็นหินปูน" ยังไม่มีหลักฐานระดับผลลัพธ์จริงรองรับ NIH เองบอกว่ายังไม่ชัด
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 45-180 mcg ต่อวัน
ไม่มีการกำหนดเพดาน ทั้ง IOM และ EFSA — ไม่เคยมีรายงานพิษในคนหรือสัตว์
สารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายน้ำ จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนและการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช ร่างกายสร้างเองไม่ได้
ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชได้ดีขึ้นมาก ตรงนี้ชัด ส่วนเรื่องหวัด ลดระยะเวลาได้เล็กน้อยถ้ากินประจำอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่กินตอนเริ่มเป็น
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศหรือฮอร์โมนไทรอยด์ที่วัดได้
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ผิวหนัง หลอดเลือด และการหายของแผล ขนาดสูงเกิน 1,000 มก. ร่างกายดูดซึมได้น้อยลงเรื่อยๆ ส่วนเกินขับทิ้งทางปัสสาวะ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 250-1,000 mg ต่อวัน
2,000 มก./วัน — IOM ตั้งจากอาการท้องเสีย · EFSA ไม่ได้ตั้งเพดานเพราะข้อมูลไม่พอ
วิตามินละลายในไขมัน จำเป็นต่อการมองเห็นในที่มืด ผิวหนัง และภูมิคุ้มกัน ตัวที่อยู่ในอาหารเสริมมีสองแบบ คือเรตินอล (นับเข้าเพดาน) กับเบตาแคโรทีน (ไม่นับ)
แก้ภาวะขาดวิตามิน A ซึ่งเป็นสาเหตุตาบอดที่ป้องกันได้ที่พบบ่อยที่สุดในโลก · ในคนที่กินอาหารครบ การเสริมไม่ได้ช่วยอะไรเพิ่ม
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศที่วัดได้ในคน · คำอ้างว่าวิตามิน A แย่งที่กับวิตามิน D เป็นข้อสังเกตระดับเซลล์ ยังไม่เคยพิสูจน์ในคน
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
สายตา ผิวหนัง เยื่อบุ และภูมิคุ้มกัน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 700-3,000 mcg ต่อวัน
3,000 มคก. RAE/วัน — IOM และ EFSA (ทบทวนใหม่ปี 2024) ตรงกัน · นับเฉพาะเรตินอล ไม่นับเบตาแคโรทีน
สารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์
แก้ภาวะขาดซึ่งพบน้อยมาก · งานทดลองขนาดใหญ่ที่หวังผลเรื่องหัวใจและมะเร็งได้ผลเป็นกลางถึงลบ
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน · และถ้ากินขนาดสูงคู่กับวิตามิน C รอบการฝึก อาจไปลดการปรับตัวของกล้ามเนื้อ
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ผิวหนังและเยื่อหุ้มเซลล์ · งาน SELECT พบว่า 400 IU/วัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก 17% จึงไม่ควรกินขนาดสูงต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผล
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 100-400 IU ต่อวัน
เพดานทางการคือ 1,000 มก. (IOM) หรือ 300 มก. (EFSA) แต่ระดับที่ควรระวังจริงคือ 400 IU/วัน ซึ่งเป็นจุดที่เริ่มไปกวนการแข็งตัวของเลือด
วิตามินบีแปดตัวรวมในเม็ดเดียว ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยของเอนไซม์ในการเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน
แก้ภาวะขาด ซึ่งพบในคนกินมังสวิรัติเคร่ง คนดื่มหนัก และคนกินยาลดกรดนาน · ในคนที่กินอาหารครบ ไม่ได้ให้ "พลังงาน" เพิ่มอย่างที่โฆษณา
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง
ไม่ทำให้ไขมันลด · การเผาผลาญต้องใช้วิตามินบี แต่การเติมเกินที่ร่างกายต้องการไม่ได้เร่งอะไร
ความเชื่อที่ว่ากินบีตอนเย็นแล้วนอนไม่หลับ ไม่มีหลักฐานรองรับ
ระบบประสาทและการสร้างเม็ดเลือด
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1 เม็ด ต่อวัน
ไม่มีเพดานรวม ต้องดูเป็นตัวๆ — ตัวที่ต้องระวังคือ B6 และ niacin ซึ่งบีรวมหลายยี่ห้อใส่มาเกินเพดานของตัวมันเอง
วิตามินบีที่เกี่ยวกับการสร้างสารสื่อประสาทและการใช้โปรตีน
ลดอาการคลื่นไส้ในหญิงตั้งครรภ์ และอาการก่อนมีประจำเดือน
ลดโปรแลกตินได้เล็กน้อยที่ขนาดสูง ไม่มีผลต่อเทสโทสเตอโรน
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
มีคนรายงานว่าฝันชัดขึ้น แต่ยังไม่มีงานที่วัดคุณภาพการนอนจริง
ระบบประสาทและการสร้างฮีโมโกลบิน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 2-50 mg ต่อวัน
100 มก./วัน — IOM · แต่ EFSA ลดลงเหลือ 12 มก./วัน ในปี 2023 ซึ่งต่างกันถึงแปดเท่า ถ้าจะกินยาว ควรยึดตัวเลขที่ต่ำกว่า
วิตามินที่มีเฉพาะในอาหารจากสัตว์ จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและปลอกหุ้มเส้นประสาท
แก้ภาวะขาด ซึ่งพบบ่อยในคนกินมังสวิรัติ ผู้สูงอายุ คนกินยาลดกรดหรือ metformin นาน · ในคนที่ไม่ขาด ไม่ได้ให้พลังงานเพิ่ม
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน · การฉีด B12 เพื่อลดน้ำหนักไม่มีหลักฐานรองรับ
ไม่เกี่ยวกับการนอน
เม็ดเลือดและระบบประสาท ถ้าขาดนานจะเกิดความเสียหายถาวรที่ไขสันหลัง
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 500-1,000 mcg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน ทั้ง IOM และ EFSA — ไม่มีรายงานผลเสียที่ขนาดใดๆ ร่างกายดูดซึมได้จำกัดอยู่แล้ว
วิตามินบีที่จำเป็นต่อการสร้าง DNA และการแบ่งเซลล์ · แบบสังเคราะห์ (กรดโฟลิก) ดูดซึมดีกว่าแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องมีเพดาน
ป้องกันความพิการของหลอดประสาทในทารก ตรงนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานที่แน่นที่สุดในวงการโภชนาการ ต้องเริ่มก่อนตั้งครรภ์
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
การสร้างเม็ดเลือดและการแบ่งเซลล์
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 400-800 mcg ต่อวัน
1,000 มคก./วัน — IOM และ EFSA ตรงกัน · นับเฉพาะกรดโฟลิกสังเคราะห์จากอาหารเสริมและอาหารเสริมสารอาหาร ไม่นับโฟเลตจากอาหารธรรมชาติ
วิตามินบีที่มีสองรูปแบบซึ่งต่างกันมาก · nicotinic acid ทำให้หน้าแดงและลดไขมันในเลือดได้ ส่วน nicotinamide ไม่ทำให้หน้าแดงและไม่ลดไขมัน
ขนาดสูงลดไตรกลีเซอไรด์และเพิ่ม HDL ได้จริง แต่งานที่วัดผลลัพธ์จริงไม่พบว่าลดการเกิดโรคหัวใจ จึงเลิกใช้เป็นยาหลักไปแล้ว
ขนาด 1,500 มก. ขึ้นไปทำให้ดื้ออินซูลินและน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เป็นผลเสียที่ชัดเจน
ไม่ทำให้ไขมันในร่างกายลด แม้จะเปลี่ยนตัวเลขไขมันในเลือด
ไม่เกี่ยวกับการนอน อาการหน้าแดงร้อนวูบอาจรบกวนถ้ากินก่อนนอน
การเผาผลาญพลังงานและสุขภาพผิว
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 16-500 mg ต่อวัน
35 มก./วัน — IOM · แต่ตัวเลขนี้ตั้งจาก "อาการหน้าแดงร้อนวูบ" ไม่ใช่ความเป็นพิษ · พิษต่อตับต้องใช้ 1,000-3,000 มก./วัน นานเป็นเดือน · เกินเพดานนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรรู้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจ
วิตามินบีที่ร่างกายต้องการวันละ 30 มคก. แต่ผลิตภัณฑ์บำรุงผมและเล็บมักใส่มา 5,000-10,000 มคก. คือ 150-300 เท่าของที่ต้องการ
ช่วยได้จริงเฉพาะคนที่ขาดไบโอติน ซึ่งพบน้อยมาก · ในคนทั่วไป งานที่วัดผลเรื่องผมและเล็บแทบไม่มี
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนจริง แต่ทำให้ผลตรวจฮอร์โมนผิดได้ ซึ่งไม่เหมือนกัน
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ผม ผิว เล็บ ตามที่โฆษณา แต่หลักฐานอ่อนกว่าที่ขายกันมาก
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 30-10,000 mcg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน — ไม่มีรายงานพิษ · แต่ตัวนี้มีอันตรายอีกแบบที่ไม่เกี่ยวกับพิษเลย ดูหัวข้อข้อควรระวัง
วิตามินและแร่ธาตุหลายตัวรวมในเม็ดเดียว ปริมาณแต่ละตัวมักอยู่ราวค่าที่แนะนำต่อวัน
เป็นตาข่ายกันพลาดสำหรับคนที่กินอาหารไม่ครบ · งานขนาดใหญ่ไม่พบว่าช่วยลดโรคหัวใจหรือมะเร็งในคนที่กินอาหารดีอยู่แล้ว
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ป้องกันการขาดสารอาหาร ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องของมัน ไม่ใช่การป้องกันโรค
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1 เม็ด ต่อวัน
ไม่มีเพดานรวม แต่ตัวนี้เป็นต้นเหตุของการกินเกินโดยไม่รู้ตัวมากที่สุด เพราะมันซ้อนทับกับตัวเดี่ยวที่กินอยู่แล้ว
แร่ธาตุที่เอนไซม์กว่า 300 ตัวต้องใช้ · รูปแบบสำคัญมาก ไกลซิเนต ซิเตรต และมาเลต ดูดซึมดีกว่าออกไซด์ซึ่งเป็นแบบที่ถูกที่สุดและดูดซึมแย่ที่สุด
แก้ภาวะขาด ป้องกันไมเกรน และท้องผูก · สามอย่างนี้หลักฐานดี
ในคนที่ขาดแมกนีเซียม การเติมช่วยเรื่องการดื้ออินซูลิน · ในคนที่ไม่ขาด ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้
ไม่ทำให้ไขมันลด
ชื่อเสียงเรื่องช่วยนอนดังกว่าหลักฐานมาก · งานที่รวบรวมมามีแค่ 3 การทดลอง 151 คน คุณภาพต่ำถึงต่ำมาก พบว่าหลับเร็วขึ้นราว 17 นาทีในผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับ · ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล แต่หลักฐานบางกว่าที่คนเข้าใจกันมาก
กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก และการนำสัญญาณประสาท
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 200-400 mg ต่อวัน
350 มก./วัน — IOM · EFSA 250 มก. · นับเฉพาะจากอาหารเสริม ไม่นับจากอาหาร และตั้งจากอาการท้องเสีย ไม่ใช่ความเป็นพิษ
แร่ธาตุที่จำเป็นต่อภูมิคุ้มกัน การหายของแผล และการสร้างฮอร์โมนเพศ
ลดระยะเวลาเป็นหวัด — แต่ Cochrane ฉบับปรับปรุงปี 2024 ให้ความเชื่อมั่นแค่ระดับต่ำถึงต่ำมาก ระมัดระวังกว่าตัวเลข "ลดได้ 2 วัน" ที่เคยเล่ากันมาก · ที่ชัดที่สุดคือแก้ภาวะขาด
เทสโทสเตอโรนขึ้นเฉพาะในผู้ชายที่ขาดสังกะสีจริง · ในผู้ชายที่ระดับปกติ ไม่ขยับ นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในหมู่คนที่กินเพื่อเพิ่มเทสโทสเตอโรน
ไม่ทำให้ไขมันลด
ไม่มีหลักฐานที่ดีว่าช่วยเรื่องการนอน
ภูมิคุ้มกัน ผิวหนัง การรับรส และการหายของแผล
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 10-30 mg ต่อวัน
40 มก./วัน — IOM · EFSA 25 มก. · นับรวมทุกแหล่ง ตั้งจากการที่สังกะสีไปกันไม่ให้ร่างกายดูดซึมทองแดง
แร่ธาตุที่ใช้พาออกซิเจนในเลือด · ควรกินเมื่อตรวจแล้วพบว่าขาดจริง ไม่ใช่กินเผื่อไว้
แก้ภาวะโลหิตจางจากการขาดเหล็ก ซึ่งทำให้อ่อนเพลียเรื้อรัง ตรงนี้หลักฐานแน่นมาก
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง แต่การขาดเหล็กรุนแรงกระทบการทำงานของไทรอยด์
ไม่ทำให้ไขมันลด · แต่ถ้าขาดเหล็กจริง การแก้จะทำให้ออกกำลังกายได้มากขึ้นอย่างชัดเจน
ในคนที่มีอาการขาอยู่ไม่สุขจากการขาดเหล็ก การเติมช่วยให้นอนดีขึ้นจริง นอกเหนือจากกลุ่มนั้นไม่มีผล
การขนส่งออกซิเจน พลังงาน และภูมิคุ้มกัน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 18-65 mg ต่อวัน
45 มก./วัน — IOM สำหรับคนทั่วไป · EFSA ปี 2024 บอกว่าตั้งเพดานไม่ได้ แต่ให้ระดับที่ปลอดภัยไว้ที่ 40 มก. · คนที่รักษาภาวะขาดเหล็กอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นคนละเรื่อง
แร่ธาตุหลักของกระดูก · ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุดเมื่อกินครั้งละไม่เกิน 500 มก. กินทีเดียว 1,000 มก. จึงเสียเปล่าไปครึ่งหนึ่ง
รักษามวลกระดูกร่วมกับวิตามิน D โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน · ควรได้จากอาหารก่อน แล้วค่อยเสริมเฉพาะส่วนที่ขาด
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศ · แคลเซียมในเลือดคุมโดยฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ซึ่งจะปรับตัวเอง
ไม่ทำให้ไขมันลด
ไม่เกี่ยวกับการนอน
กระดูก ฟัน การหดตัวของกล้ามเนื้อ และการนำสัญญาณประสาท
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 500-1,000 mg ต่อวัน
2,500 มก./วัน (อายุ 19-50) และ 2,000 มก. (อายุ 51 ขึ้นไป) — IOM · ระบบใช้ 2,000 เป็นเกณฑ์เตือน เพราะเป็นตัวเลขที่ปลอดภัยกับทุกช่วงอายุ · นับรวมจากอาหารด้วย
แร่ธาตุที่ร่างกายใช้สร้างเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระและเปลี่ยนฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์
แก้ภาวะขาด · ในคนที่ไม่ขาด งานขนาดใหญ่ไม่พบว่าลดมะเร็งหรือโรคหัวใจ
จำเป็นต่อการเปลี่ยน T4 เป็น T3 · ในคนที่เป็นไทรอยด์อักเสบจากภูมิคุ้มกัน มีงานที่พบว่าลดแอนติบอดีได้ แต่ผลต่ออาการยังไม่ชัด
ไม่ทำให้ไขมันลด
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ไทรอยด์ ภูมิคุ้มกัน และระบบต้านอนุมูลอิสระ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 55-200 mcg ต่อวัน
400 มคก./วัน — IOM · EFSA ลดลงเหลือ 255 มคก. ในปี 2023 · ระยะห่างระหว่างปริมาณที่ควรได้ (55) กับเพดานแคบมาก
แร่ธาตุที่ต่อมไทรอยด์ต้องใช้สร้างฮอร์โมน · ในไทยเกลือเสริมไอโอดีนอยู่แล้ว การขาดจึงพบน้อยกว่าเดิมมาก
ป้องกันคอพอกและภาวะไทรอยด์ต่ำจากการขาดไอโอดีน · สำคัญมากในหญิงตั้งครรภ์เพราะกระทบพัฒนาการสมองทารก
เป็นวัตถุดิบโดยตรงของฮอร์โมนไทรอยด์ · แต่ทั้งขาดและเกินทำให้ไทรอยด์ผิดปกติได้ทั้งคู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนมักไม่รู้
ไม่ทำให้ไขมันลด · การกินไอโอดีนเพื่อ "เร่งไทรอยด์" ในคนที่ไทรอยด์ปกติไม่ได้ผลและอาจเป็นอันตราย
ไม่เกี่ยวกับการนอนโดยตรง
ไทรอยด์ การเผาผลาญพื้นฐาน และพัฒนาการสมองในทารก
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 150-300 mcg ต่อวัน
1,100 มคก./วัน — IOM · EFSA 600 มคก. · ผลิตภัณฑ์สาหร่ายเคลป์คือแหล่งที่เกินได้ง่ายที่สุด เพราะปริมาณต่อกรัมแกว่งตั้งแต่ 16 ถึง 2,984 มคก.
แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการน้อยแต่ขาดไม่ได้ · เหตุผลหลักที่คนกินคือเพื่อชดเชยสังกะสีขนาดสูงที่ไปกันการดูดซึมทองแดง
ป้องกันการขาดทองแดงในคนที่กินสังกะสีขนาดสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พบได้จริงและป้องกันได้ง่าย
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
การสร้างเม็ดเลือดแดง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และการนำเหล็กออกจากคลัง ถ้าขาดทองแดงจะเกิดโลหิตจางที่กินเหล็กแล้วไม่หาย
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1-2 mg ต่อวัน
10 มก./วัน — IOM ตั้งจากความเสียหายต่อตับ · EFSA ไม่ตั้งเพดานแต่ให้ค่าที่รับได้ราว 5 มก./วัน
แร่ธาตุที่คุมความดันโลหิตและการทำงานของหัวใจ ควรได้จากผักผลไม้เป็นหลัก
ลดความดันโลหิต โดยเฉพาะในคนที่กินโซเดียมมาก · แต่ผลนี้มาจากอาหาร ไม่ใช่จากเม็ด 99 มก. ซึ่งเล็กเกินกว่าจะเปลี่ยนอะไร
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ความดันโลหิต จังหวะการเต้นของหัวใจ และการทำงานของกล้ามเนื้อ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 99 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางโภชนาการ แต่กฎหมายจำกัดอาหารเสริมไว้ที่ 99 มก. ต่อหน่วย เพราะขนาดที่สูงกว่านั้นทำให้ลำไส้เล็กเป็นแผลได้ · เกลือแร่ทดแทนเกลือ (KCl) คือทางที่คนได้เกินโดยไม่รู้ตัว
แร่ธาตุปริมาณน้อยที่เกี่ยวกับการทำงานของอินซูลิน ขายกันเป็นตัวช่วยลดน้ำหนักและคุมความอยากหวาน
Cochrane สรุปว่า "ไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้พอจะใช้ตัดสินใจ" ตรงๆ แบบนั้น
ผลต่อความไวอินซูลินไม่แน่นอนนอกเหนือจากคนที่ขาดโครเมียม ซึ่งพบน้อยมาก
Cochrane รวมงานแล้วได้ราว 1 กก. คุณภาพหลักฐานต่ำ · พูดตรงๆ คือแทบไม่ได้ผล แต่เรื่องเล่าทางการตลาดยังอยู่ยาว
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ไม่มีประโยชน์ที่ยืนยันได้ในคนที่ไม่ขาดโครเมียม
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 200-500 mcg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน — ข้อมูลไม่พอที่จะตั้ง ไม่ใช่เพราะปลอดภัยแน่นอน · คนที่เป็นโรคไตหรือตับอาจไวกว่าคนทั่วไป
ผงหรือน้ำที่มีโซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ใช้ทดแทนสิ่งที่เสียไปกับเหงื่อ
ชดเชยการเสียเกลือแร่จากการออกกำลังกายหนักเกินหนึ่งชั่วโมง อากาศร้อน หรือการอดอาหารแบบยาว · ในวันปกติที่กินอาหารครบ ไม่จำเป็น
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง แต่ระหว่างฟาสติ้งยาว ระดับอินซูลินต่ำทำให้ไตขับโซเดียมทิ้งมากขึ้น การเติมจึงช่วยลดอาการเพลียและปวดหัว
ไม่ทำให้ไขมันลด · น้ำหนักที่หายไปหรือกลับมาจากเกลือแร่คือน้ำ ไม่ใช่ไขมัน
ไม่มีหลักฐานที่ดี แต่การขาดโซเดียมระหว่างฟาสติ้งทำให้ตะคริวกลางคืนได้
สมดุลน้ำ ความดันโลหิต และการทำงานของกล้ามเนื้อ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1-2 ซอง ต่อวัน
ไม่มีเพดานรวม แต่ดูปริมาณโซเดียมบนฉลากถ้าคุมความดันอยู่
กรดไขมันจากปลาทะเล สองตัวที่สำคัญคือ EPA กับ DHA · ดูฉลากที่ปริมาณ EPA+DHA ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันปลาทั้งแคปซูล ซึ่งมักต่างกันสามเท่า
ลดไตรกลีเซอไรด์ 15-30% ที่ขนาด 2-4 กรัม/วัน ตรงนี้แน่นมาก · ส่วนการลดการเกิดโรคหัวใจจริงยังถกเถียงกันอยู่ งานใหญ่บางงานเป็นบวก บางงานเป็นกลาง
ช่วยความไวอินซูลินและลดตัวชี้วัดการอักเสบได้เล็กน้อย ไม่มีผลต่อเทสโทสเตอโรน
ไม่ทำให้ไขมันในร่างกายลด แม้จะปรับตัวเลขไขมันในเลือดได้ดี
มีงานเล็กๆ ในเด็กที่พบว่า DHA ช่วยการนอน แต่ในผู้ใหญ่ยังไม่มีหลักฐานที่ดี
ไตรกลีเซอไรด์ สมอง จอตา และการอักเสบ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1,000-3,000 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ ระบบใช้ 4,000 มก. EPA+DHA เป็นจุดเตือน เพราะเหนือระดับนี้สัญญาณหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ AF ชัดขึ้น
โอเมก้า 3 จากกุ้งเคยขั้วโลก อยู่ในรูปฟอสโฟลิพิดแทนไตรกลีเซอไรด์ และมีสารสีแดงแอสตาแซนธินติดมาด้วย
เหมือนน้ำมันปลาแต่ราคาแพงกว่ามาก และปริมาณ EPA+DHA ต่อแคปซูลมักน้อยกว่า · ข้ออ้างว่าดูดซึมดีกว่ามีหลักฐานอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอจะชดเชยส่วนต่างราคา
เหมือนน้ำมันปลา
ไม่ทำให้ไขมันลด
ไม่มีหลักฐาน
เหมือนน้ำมันปลา ข้อดีจริงคือมักไม่เรอกลิ่นคาว
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 500-1,500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน ใช้เกณฑ์เดียวกับน้ำมันปลาโดยดูที่ EPA+DHA
ไขมันสายกลางที่ดูดซึมตรงเข้าตับและเปลี่ยนเป็นคีโตนได้เร็ว ต่างจากไขมันทั่วไป · แต่ก็ยังเป็นไขมันที่ให้ 8.3 แคลอรี่ต่อกรัม
ยกระดับคีโตนได้จริงและเร็ว มีประโยชน์กับคนที่ทำคีโตหรือมีปัญหาการดูดซึมไขมัน
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่ยืนยันได้
ลดน้ำหนักได้ราว 0.5 กก. เมื่อใช้แทนไขมันธรรมดา ไม่ใช่เมื่อเติมเข้าไปเพิ่ม · งานสั้นและผลจางลงตามเวลา · ที่สำคัญคือมันไม่ใช่ตัวเผาไขมัน ถ้าเติมลงกาแฟโดยไม่ลดอะไร ก็คือเติมแคลอรี่
ไม่เกี่ยวกับการนอน
เป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ได้เร็วระหว่างฟาสติ้งแบบไขมัน แต่ทำให้ไม่ใช่การอดที่แท้จริงแล้ว
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 5-30 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน ตัวจำกัดคือกระเพาะ กินมากทีเดียวจะปวดท้องและถ่ายเหลว
กรดไขมันที่พบในเนื้อวัวและนม ขายกันเป็นตัวลดไขมันมานาน
แทบไม่มีประโยชน์ที่ยืนยันได้ในคน
ทำให้ความไวอินซูลินแย่ลง และ HDL ลดลง ซึ่งเป็นผลไปในทางลบ
นี่คือตัวที่คำโฆษณาพังชัดที่สุดตัวหนึ่ง · รวมงานได้ราว 0.09 กก. ต่อสัปดาห์ คือ 0.5-1 กก. ในหกเดือน และตัวเลขนี้มาจากงานเล็กๆ ยุคแรก งานใหญ่กว่าเข้าใกล้ศูนย์
ไม่เกี่ยวกับการนอน
มีรายงานไขมันสะสมในตับ · เมื่อชั่งประโยชน์กับผลเสียแล้ว ตัวนี้ไม่ผ่าน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 3,000-6,000 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่ระบบไม่แนะนำตัวนี้ ดูเหตุผลในข้อควรระวัง
โปรตีนจากนมที่ดูดซึมเร็วและมีกรดอะมิโนครบ · เป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ข้อดีคือสะดวกและถูกกว่าอาหารจริงต่อกรัมโปรตีน
เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ 0.30 กก. และแรง 1RM 2.49 กก. เมื่อใช้ร่วมกับการฝึกแรงต้าน · แต่ไม่ได้เหนือกว่าโปรตีนจากอาหารจริงถ้ากินครบอยู่แล้ว
ทำให้อินซูลินขึ้นชั่วคราวหลังกิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโปรตีน · ไม่มีผลต่อเทสโทสเตอโรนหรือฮอร์โมนการเจริญเติบโตอย่างมีความหมาย
ไม่เผาไขมัน แต่รักษามวลกล้ามเนื้อไว้ระหว่างลดน้ำหนักได้ดีมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่แท้จริงที่ควรกินตอนคุมอาหาร · และโปรตีนอิ่มนานกว่าคาร์บกับไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
มวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และการรักษามวลกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 20-50 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน · สิ่งที่ควรดูคือโปรตีนรวมทั้งวัน ประโยชน์ตันที่ราว 1.6 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก./วัน
โปรตีนนมอีกชนิดที่จับตัวเป็นก้อนในกระเพาะและปล่อยกรดอะมิโนช้าๆ นานหลายชั่วโมง
เหมือนเวย์ในแง่ผลรวมทั้งวัน · ความช้าอาจได้เปรียบเล็กน้อยถ้ากินก่อนนอนหรือก่อนเว้นช่วงยาว
ไม่ต่างจากโปรตีนอื่น
รักษามวลกล้ามเนื้อระหว่างคุมอาหารเหมือนเวย์
ไม่มีหลักฐานว่าทำให้หลับดีขึ้น แม้จะกินก่อนนอนกันบ่อย
มวลกล้ามเนื้อและความอิ่ม
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 20-40 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน ดูโปรตีนรวมทั้งวัน
โปรตีนจากหนังและกระดูกสัตว์ที่ย่อยเป็นชิ้นเล็ก · เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ ขาดทริปโตเฟน จึงใช้แทนเวย์เพื่อสร้างกล้ามเนื้อไม่ได้
ความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นของผิว มีงานรองรับอยู่พอควร แต่งานส่วนใหญ่ผู้ผลิตเป็นคนสนับสนุน ซึ่งต้องหักลบในใจ · อาการปวดข้อเข่าเสื่อมช่วยได้เล็กน้อย
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่เกี่ยวกับการลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน · ที่บางคนรู้สึกว่าหลับดีขึ้นน่าจะมาจากไกลซีนที่มีอยู่มากในคอลลาเจน
ผิว ข้อ และเอ็น — เอ็นและเส้นเอ็นยังเป็นหลักฐานอ่อน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 5-15 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารที่กล้ามเนื้อใช้เติมพลังงานให้กับการออกแรงสั้นและหนัก ร่างกายสร้างเองได้บางส่วน และมีในเนื้อสัตว์ · เป็นอาหารเสริมที่ถูกศึกษามากที่สุดในโลก
เพิ่มแรงและมวลกล้ามเนื้อ 1.1-1.4 กก. เมื่อฝึกแรงต้านร่วมด้วยใน 4-12 สัปดาห์ (ส่วนหนึ่งเป็นน้ำในกล้ามเนื้อ) · และมีผลต่อความจำเล็กน้อยด้วย
ไม่เปลี่ยนเทสโทสเตอโรน ฟรีเทสโทสเตอโรน หรือ DHT · งานปี 2025 นาน 12 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของ DHT และไม่พบผมร่วง ซึ่งแย้งกับงานเดี่ยวปี 2009 ที่คนอ้างกันมานาน
ไม่ลดไขมันโดยตรง · น้ำหนักจะขึ้น 1-2 กก. ในสัปดาห์แรกจากน้ำที่กล้ามเนื้ออุ้มไว้ ซึ่งไม่ใช่ไขมัน อย่าตกใจตอนชั่ง
ไม่ได้ทำให้หลับดีขึ้น แต่มีงานที่พบว่าขนาดเดี่ยว 0.35 ก./กก. ช่วยลดผลของการอดนอนต่อความคิดได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการนอนดี
กล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และการทำงานของสมอง · ปลอดภัยและถูกที่สุดในบรรดาอาหารเสริมที่ได้ผลจริง
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 3-5 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน · 3-5 กรัม/วัน คือขนาดที่ใช้ในงานวิจัยเกือบทั้งหมด กินมากกว่านี้ไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม
กรดอะมิโนจำเป็นเก้าตัวในรูปอิสระ ดูดซึมเร็วกว่าโปรตีนทั้งก้อน
กระตุ้นการสร้างโปรตีนกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุหรือคนที่กินโปรตีนได้น้อย · ในคนที่กินโปรตีนพอแล้ว ไม่ได้เหนือกว่าเวย์และแพงกว่ามาก
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
มีที่ใช้จริงในคนที่กลืนลำบาก ผู้สูงอายุที่กินได้น้อย และภาวะกล้ามเนื้อลีบ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 10-20 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
กรดอะมิโนสามตัวจากเก้าตัวที่จำเป็น ขายกันมานานว่าช่วยสร้างกล้ามเนื้อ
ลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังฝึกได้เล็กน้อย เท่านั้นจริงๆ
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
คำโฆษณาพังตรงนี้: สร้างกล้ามเนื้อด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะขาดอีกหกตัว ลิวซีนลำพังกระตุ้นการสร้างโปรตีนขึ้นแป๊บเดียวแล้วตกลงต่ำกว่าเดิม · ใครที่กินโปรตีนพอ ได้ BCAA ครบอยู่แล้วจากอาหาร
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 5-15 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่ระบบไม่แนะนำ ดูเหตุผลด้านล่าง
กรดอะมิโนที่มีมากที่สุดในเลือด ร่างกายสร้างเองได้ ยกเว้นตอนป่วยหนักหรือบาดเจ็บรุนแรง
มีที่ใช้จริงในผู้ป่วยไฟไหม้และผู้ป่วยหนัก ที่ร่างกายสลายกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
งานรวมพบว่าไม่มีผลต่อองค์ประกอบร่างกาย
ไม่เกี่ยวกับการนอน
เยื่อบุลำไส้ในผู้ป่วยหนัก · สำหรับคนออกกำลังกายทั่วไป แทบไม่มีอะไร
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 5-10 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
กรดอะมิโนที่ร่างกายใช้สร้างคาร์โนซีนในกล้ามเนื้อ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกันชนกรดตอนออกแรงหนัก
เพิ่มสมรรถนะ 2.85% เฉพาะการออกแรงที่นาน 60-240 วินาที · แคบมากแต่ชัดมาก · ต่ำกว่า 60 วินาทีหรือเกิน 10 นาที ไม่ได้ผล
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
สมรรถนะในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงมาก ไม่มีผลต่อสุขภาพด้านอื่น
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 3-6 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่กินเกิน 800 มก. ต่อครั้งจะรู้สึกซ่าตามผิวหนัง ให้แบ่งกิน
กรดอะมิโนที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นอาร์จินีนแล้วสร้างไนตริกออกไซด์ ทำให้หลอดเลือดขยาย
ทำได้อีกไม่กี่ครั้งในเซตท้ายๆ ของการฝึกแรงต้าน · ผลจริงแต่เล็ก งานรวมพบว่าไม่สม่ำเสมอ
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่ยืนยันได้ในคน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
การไหลเวียนเลือด · ความรู้สึกกล้ามเนื้อพองตอนฝึกเป็นการขยายหลอดเลือดจริง แต่ไม่ได้แปลว่ากล้ามเนื้อโตขึ้น
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 6-8 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารที่ร่างกายสร้างจากลิวซีน ใช้ลดการสลายโปรตีนกล้ามเนื้อ
ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุ คนนอนติดเตียง และผู้ป่วย · ในนักกีฬาที่ฝึกมาแล้ว ผลเป็นศูนย์
งานรวมปี 2025 รายงานว่าเทสโทสเตอโรนขึ้นค่อนข้างมาก · แต่ผลนี้ขัดกับการที่องค์ประกอบร่างกายไม่เปลี่ยนในคนกลุ่มเดียวกัน จึงน่าจะเป็นอคติจากงานเล็กๆ มากกว่าผลจริง ควรอ่านด้วยความระมัดระวัง
ในคนที่ฝึกมาแล้ว ไม่มีผลต่อไขมันหรือกล้ามเนื้อ
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ภาวะกล้ามเนื้อลีบในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นที่ที่มันมีประโยชน์จริง
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 3 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน 3 กรัม/วัน คือขนาดมาตรฐานในงานวิจัย
สารที่พากรดไขมันเข้าไปเผาในไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นที่มาของคำโฆษณาว่าเป็นตัวเผาไขมัน
มีที่ใช้จริงในภาวะขาดคาร์นิทีนและในผู้ป่วยฟอกไต
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่ยืนยันได้
รวม 37 การทดลองได้น้ำหนักลด 1.2 กก. และผลจะเล็กลงอีกเมื่อดูเฉพาะงานคุณภาพดี · กลไกฟังดูสมเหตุสมผล แต่ตัวเลขจริงคือเศษเสี้ยว
ไม่เกี่ยวกับการนอน · แบบ acetyl อาจกระตุ้นเล็กน้อย ไม่ควรกินก่อนนอน
การใช้พลังงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1,000-2,000 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
กรดอะมิโนที่มีมากในหัวใจและสมอง ร่างกายสร้างเองได้
ลดความดันโลหิตราว 3/1.3 มม.ปรอท ซึ่งเล็กแต่สม่ำเสมอ
ไม่มีผลที่ยืนยันได้ในคน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ความดันโลหิตและการทำงานของหัวใจ · ข้อควรรู้: ที่เครื่องดื่มชูกำลังใส่ทอรีนแล้วบอกว่าให้พลังงาน เป็นเรื่องไม่จริง พลังงานมาจากคาเฟอีน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1-3 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
กรดอะมิโนตัวเล็กที่สุด ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทยับยั้งด้วย · มีมากในคอลลาเจนและน้ำต้มกระดูก
หลับเร็วขึ้นและเข้าสู่หลับลึกเร็วขึ้น วัดด้วยเครื่องจริง · แต่หลักฐานทั้งหมดมาจากงานญี่ปุ่นสองชิ้นเล็กๆ 10-15 คน จากทีมวิจัยของผู้ผลิตรายเดียว และยังไม่เคยมีใครทำซ้ำได้
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่ยืนยันได้
ไม่ลดไขมัน
ดูหัวข้อช่วยเรื่องใด · สรุปคือ ถูก ปลอดภัย และอาจได้ผล แต่ฐานหลักฐานคือแล็บเดียว
เป็นวัตถุดิบของกลูตาไธโอนและคอลลาเจน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 3 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน 3 กรัมก่อนนอนคือขนาดที่ใช้ในงานวิจัย
ฮอร์โมนที่ต่อมไพเนียลหลั่งตอนมืด เป็นสัญญาณบอกร่างกายว่าถึงเวลากลางคืน · มันคือนาฬิกา ไม่ใช่ยานอนหลับ
ปรับนาฬิกาชีวภาพ — เจ็ตแล็ก เข้างานกะ นอนดึกตื่นสาย ตรงนี้หลักฐานแน่นและผลชัด · แต่กับโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง วัดด้วยเครื่องแล้วได้แค่ หลับเร็วขึ้น 7 นาที และนอนนานขึ้น 8 นาที ซึ่งเล็กมาก
ตัวมันเองเป็นฮอร์โมน · กดฮอร์โมน LH ตอนกลางคืนได้เล็กน้อย แต่ที่ขนาด 0.5-3 มก. ไม่มีผลที่มีความหมายทางคลินิก
ไม่ลดไขมันโดยตรง แต่การนอนพอทำให้ควบคุมอาหารง่ายขึ้นมาก ซึ่งเป็นผลทางอ้อมที่มีน้ำหนักจริง
เวลาที่กินสำคัญกว่าขนาดที่กิน · 0.5-1 มก. กินก่อนนอน 2-3 ชม. ได้ผลดีกว่า 10 มก. ตอนหัวถึงหมอน
จังหวะชีวภาพ · ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวหลายปี
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 0.5-3 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ ระบบเตือนที่ 5 มก. เพราะขนาดที่ได้ผลดีที่สุดคือ 0.5-1 มก. กินมากกว่านั้นไม่ได้ผลดีขึ้นและทำให้ง่วงค้างตอนเช้า
กรดอะมิโนจากใบชา ทำให้รู้สึกสงบโดยไม่ง่วง
ขนาดเดียว 200 มก. ทำให้สมาธิและเวลาตอบสนองดีขึ้น · และลดอาการใจสั่นมือสั่นจากคาเฟอีน ซึ่งเป็นการใช้ที่คุ้มที่สุด
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้
ไม่ลดไขมัน
ขายกันเรื่องนอน แต่งานรวมปี 2026 จาก 31 การทดลอง 1,168 คน ไม่พบว่าช่วยการนอน · หลักฐานจริงของมันอยู่ที่สมาธิตอนกลางวัน ไม่ใช่การนอนตอนกลางคืน
ความรู้สึกผ่อนคลายและสมาธิ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 100-200 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน ปลอดภัยดี
สารสื่อประสาทยับยั้งหลักของสมอง · ปัญหาคือ กาบาแบบกินไม่ผ่านเข้าสมองในปริมาณที่มีความหมาย
แทบไม่มีอะไรที่ยืนยันได้ · งานทบทวน 14 งานพบว่าหลักฐานเรื่องความเครียดจำกัด และเรื่องการนอนจำกัดมาก และ 11 จาก 14 งานผู้เขียนทำงานให้ผู้ผลิต
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน · คำอ้างว่ากระตุ้นฮอร์โมนการเจริญเติบโตมาจากงานที่ใช้ขนาดสูงมากและวัดผลชั่วคราว
ไม่ลดไขมัน
นี่คือตัวที่คำโฆษณาพังชัด · ถ้ารู้สึกว่าได้ผล น่าจะมาจากระบบประสาทในลำไส้หรือจากยาหลอก ซึ่งก็ยังเป็นความรู้สึกที่จริง แต่ไม่ได้เกิดจากกลไกที่เขาขาย
ไม่มีประโยชน์ที่ยืนยันได้
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 100-750 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่ดูเหตุผลด้านล่างก่อนตัดสินใจซื้อ
รากพืชที่ใช้เป็นยานอนหลับมาแต่โบราณ กลิ่นแรงมาก
คนรู้สึกว่าหลับดีขึ้นบ้างในบางงาน แต่พอวัดด้วยเครื่องจริง ค่าการนอนไม่เปลี่ยน · งานทบทวนภาพรวมปี 2024 ให้ผลไม่เป็นบวก และสมาคมเวชศาสตร์การนอนของสหรัฐแนะนำว่าไม่ควรใช้กับโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้
ไม่ลดไขมัน
ความรู้สึกดีขึ้นแต่เครื่องวัดไม่เปลี่ยน ซึ่งเป็นภาพตรงข้ามกับเชอร์รีเปรี้ยว
ไม่มีประโยชน์ที่ยืนยันได้นอกจากความรู้สึกผ่อนคลาย
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 300-600 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่สารสกัดแต่ละยี่ห้อแรงไม่เท่ากันมาก จนเทียบขนาดกันแทบไม่ได้
สารสกัดจากเชอร์รีที่มีเมลาโทนินตามธรรมชาติและสารต้านการอักเสบ
ฟื้นตัวจากการฝึกและลดอาการปวดกล้ามเนื้อ · และลดกรดยูริก ซึ่งมีความหมายกับคนเป็นเกาต์
เพิ่มเมลาโทนินในเลือดได้เล็กน้อย
ไม่ลดไขมัน
น่าสนใจตรงที่ผลกลับด้านกับวาเลอเรียน · วัดด้วยเครื่องพบว่าประสิทธิภาพการนอนและเวลานอนรวมดีขึ้นชัด แต่คนกลับไม่รู้สึกว่าต่าง คือหลับดีขึ้นจริงโดยไม่รู้ตัว · มีแค่ 3 การทดลอง
การฟื้นตัว การอักเสบ และกรดยูริก
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 480-1,000 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารตั้งต้นของเซโรโทนินโดยตรง ข้ามขั้นตอนที่ร่างกายใช้ควบคุมอัตราการสร้าง
หลักฐานอ่อนมากทุกด้าน · Cochrane หาการทดลองที่ใช้ได้เจอแค่ 2 งาน 108 คน
เพิ่มเซโรโทนินนอกสมอง ซึ่งเป็นที่มาของทั้งผลที่หวังและอันตราย
มีงานเล็กๆ ว่าลดความอยากอาหาร แต่งานเล็กมากจนสรุปไม่ได้
หลักฐานอ่อน
ไม่มีการใช้ที่ยืนยันได้ชัดเจน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 50-200 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ ระบบเตือนที่ 200 มก. แต่ประเด็นสำคัญของตัวนี้ไม่ใช่ขนาด เป็นเรื่องยาที่ห้ามกินคู่
สารกระตุ้นที่ไปบล็อกตัวรับอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารที่สะสมระหว่างวันแล้วทำให้ง่วง · มันไม่ได้ให้พลังงาน มันปิดสัญญาณความง่วงไว้ชั่วคราว
เพิ่มสมรรถนะการออกกำลังกาย 2-4% ทั้งความอดทน แรง และพลัง ยืนยันโดยการทบทวนงานรวม 21 ชิ้น · เป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวที่ได้ผลจริงและชัดเจน
ทำให้คอร์ติซอลขึ้นชั่วคราว ซึ่งลดลงเมื่อร่างกายชิน · ลดความไวอินซูลินชั่วคราวหลังกิน
เพิ่มการเผาผลาญ 4-6% แบบเฉียบพลัน แต่ร่างกายชินและกินชดเชย ผลระยะยาวจึงเกือบเป็นศูนย์ · ประโยชน์จริงคือทำให้ซ้อมหนักขึ้นได้ ไม่ใช่เผาไขมันเอง
นี่คือผลที่ชัดที่สุดของคาเฟอีนและเป็นด้านลบ · 400 มก. ที่กินก่อนนอน 6 ชั่วโมง ยังตัดเวลานอนไปมากกว่า 1 ชั่วโมง วัดด้วยเครื่อง และคนที่ดื่มไม่รู้สึกตัวเลยว่านอนน้อยลง · ถ้าจะแก้เรื่องนอน นี่คือตัวแรกที่ควรจัดการ
ความตื่นตัว สมาธิ และสมรรถนะ · กาแฟทั้งถ้วยมีสารอื่นที่มีประโยชน์ซึ่งเม็ดคาเฟอีนไม่มี
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 100-300 mg ต่อวัน
400 มก./วัน คือเกณฑ์ที่หน่วยงานอาหารส่วนใหญ่ใช้ · ต้องนับรวมกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง พรีเวิร์คเอาต์ และสารสกัดชาเขียวทั้งหมด ไม่ใช่นับเฉพาะเม็ด
สารสกัดเข้มข้นจากใบชาเขียว ตัวออกฤทธิ์หลักคือ EGCG · ต่างจากการดื่มชาเขียวมาก เพราะเข้มข้นกว่าหลายเท่า
Cochrane สรุปว่าลดน้ำหนักได้ 0.2 กก. ซึ่ง "ไม่มีนัยสำคัญทั้งทางสถิติและทางคลินิก" · มีผลเล็กน้อยต่อความดันและไขมันในเลือด
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่เชื่อถือได้ในคน
คำโฆษณาเรื่องเผาไขมันไม่ผ่านการตรวจสอบ · ที่รู้สึกว่าได้ผลส่วนมากมาจากคาเฟอีนที่ติดมา
ตัวมันเองไม่เกี่ยว แต่คาเฟอีนที่ติดมาต้องนับรวมด้วย
ความปลอดภัยสำคัญกว่าประสิทธิภาพสำหรับตัวนี้ ดูข้อควรระวัง
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 250-500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ ระบบเตือนที่ 800 มก. EGCG เพราะรายงานตับอักเสบเริ่มที่ระดับนี้
สารสกัดจากพืชหลายชนิด ออกฤทธิ์คล้ายยาลดน้ำตาลมากกว่าคล้ายอาหารเสริม · ควรคิดถึงมันแบบยา ไม่ใช่แบบวิตามิน
ลด HbA1c ได้ 0.7-0.9% และลดการดื้ออินซูลิน เทียบเท่าเมทฟอร์มินขนาดต่ำในงานที่เปรียบเทียบกันตรงๆ · แต่งานส่วนใหญ่เล็ก ทำในจีน และมีความเสี่ยงอคติสูง
นี่คือสัญญาณเรื่องความไวอินซูลินที่แรงที่สุดในรายการทั้งหมด · ในผู้หญิงที่เป็น PCOS มีงานที่พบว่าช่วยเรื่องรอบเดือนด้วย
BMI ลดราว 0.5-0.8 น้ำหนักลดราว 2 กก. ซึ่งมากกว่าตัวลดไขมันส่วนใหญ่ในรายการนี้
ไม่เกี่ยวกับการนอน
น้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือด · ดูดซึมได้แย่มาก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 500-1,500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ ขนาดที่ใช้ในงานวิจัยคือ 500 มก. วันละ 2-3 ครั้ง
สารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน
ลดอาการชาและปวดจากปลายประสาทเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวาน ที่ขนาด 600 มก. เป็นการใช้ที่มีหลักฐานดีที่สุดและถูกทำซ้ำได้
ปรับความไวอินซูลินได้เล็กน้อย
ลดน้ำหนักราว 1.27 กก. ซึ่งเล็ก
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ปลายประสาทและระบบต้านอนุมูลอิสระ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 300-600 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ 600 มก. คือขนาดที่ใช้ในงานวิจัยเรื่องปลายประสาทเบาหวาน
สารสกัดจากเปลือกผลส้มแขก ขายเป็นตัวลดน้ำหนักมานาน
ไม่มีประโยชน์ที่ยืนยันได้
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้
รวมงานได้ 0.88 กก. แต่ความแตกต่างระหว่างงานสูงมาก และงานที่ใหญ่ที่สุดและปิดตาดีที่สุด (JAMA 1998, 135 คน) ได้ผลเป็นศูนย์สนิท · เมื่องานที่ดีที่สุดได้ศูนย์ ตัวเลขรวมไม่ควรเชื่อ
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ไม่มีประโยชน์ที่ยืนยันได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่คุ้ม
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 500-1,500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่ระบบไม่แนะนำ
น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล ตัวออกฤทธิ์คือกรดอะซิติก
ลดน้ำตาลที่พุ่งหลังมื้ออาหารที่มีคาร์บสูงได้จริง แต่ผลเล็กและอยู่ไม่นาน
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้
เรื่องนี้ต้องพูดตรงๆ · คลิปที่แชร์กันว่าลดได้ 8 กก. มาจากงานเดียว ซึ่งถูกวารสารถอนออกอย่างเป็นทางการเมื่อ 25 กันยายน 2025 ด้วยเหตุผลว่าสถิติเป็นไปไม่ได้และข้อมูลดิบเชื่อถือไม่ได้ · งานรวมที่ออกในเดือนเดียวกันและได้ตัวเลข 7.5 กก. ก็ดึงงานที่ถูกถอนนั้นเข้าไปด้วย จึงเชื่อไม่ได้เช่นกัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ผลจริงที่เหลืออยู่คือการลดน้ำตาลหลังมื้ออาหารเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย แค่เล็กกว่าที่ขายกันมาก
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 15-30 ml ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
ใยอาหารละลายน้ำจากเปลือกเมล็ดพืช พองเป็นเจลในลำไส้
ลด LDL ราว 13 มก./ดล. และแก้ท้องผูก · เป็นหนึ่งในตัวที่มีหลักฐานแน่นที่สุดในรายการนี้ และเป็นตัวที่คนพูดถึงน้อยที่สุด
ช่วยคุมน้ำตาลได้มากขึ้นตามระดับที่น้ำตาลผิดปกติแต่แรก คือยิ่งแย่ยิ่งช่วย
ผลต่อน้ำหนักเล็ก แต่ทำให้อิ่มนานขึ้นจริง
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ไขมันในเลือด การขับถ่าย และน้ำตาล · ถูก ปลอดภัย และได้ผลจริง
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 5-15 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน ตัวจำกัดคือปริมาณน้ำที่ดื่มตาม
สารคล้ายน้ำตาลที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบส่งสัญญาณอินซูลินภายในเซลล์
ในผู้หญิงที่เป็น PCOS ลดการดื้ออินซูลิน ลดฮอร์โมนเพศชาย และทำให้รอบเดือนกลับมาสม่ำเสมอ · เป็นหลักฐานด้านฮอร์โมนที่ดีที่สุดในรายการนี้ แม้แนวทางสากลปี 2023 จะให้คุณภาพหลักฐานระดับต่ำ
ลดฮอร์โมนเพศชายและปรับการตกไข่ใน PCOS ยังไม่มีหลักฐานว่าเพิ่มอัตราการคลอดมีชีพ
ผลต่อน้ำหนักเล็ก มาทางอ้อมผ่านการดื้ออินซูลิน
ไม่มีหลักฐานที่ดี
PCOS การดื้ออินซูลิน และความวิตกกังวลบางรูปแบบ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 2-4 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน ขนาดในงานวิจัยคือ 2 กรัม วันละ 2 ครั้ง
รากสมุนไพรอายุรเวท จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าอะแดปโตเจน คือช่วยให้ร่างกายรับมือกับความเครียด
ลดคอร์ติซอลได้จริง งานรวม 15 การทดลอง 873 คน พบว่าลดลง 2.36 มคก./ดล. · แต่ความรู้สึกเครียดและคุณภาพชีวิตขยับน้อยกว่าตัวเลขคอร์ติซอลมาก ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ควรจำ
คอร์ติซอลลดชัด · เทสโทสเตอโรนเพิ่ม 10-15% ในงานเล็กๆ ไม่กี่ชิ้น ยังไม่ถือว่ายืนยันแล้ว · มีรายงานภาวะไทรอยด์เป็นพิษในคนที่กินยาไทรอยด์อยู่
ไม่ลดไขมันโดยตรง
คุณภาพการนอนดีขึ้นเล็กน้อยแต่จริง ชัดที่สุดที่ 600 มก. นานอย่างน้อย 8 สัปดาห์ และในคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่านอนไม่หลับ · แต่วัดด้วยแบบสอบถามเป็นหลัก ไม่ใช่เครื่องวัดการนอน
ความเครียดและความวิตกกังวล · งานทั้งหมดทำในอินเดียและส่วนใหญ่ขนาดเล็ก
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 300-600 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ 600 มก. คือขนาดที่ใช้ในงานวิจัยส่วนใหญ่ · ข้อมูลความปลอดภัยมีถึงราว 3 เดือนเท่านั้น
รากพืชจากเขตหนาว จัดเป็นอะแดปโตเจนเช่นกัน
ลดความรู้สึกเหนื่อยล้า · แต่งานทบทวนพบว่าการทดลองเล็ก มีข้อบกพร่องทางระเบียบวิธี และผลไม่สม่ำเสมอ · งานด้านสมรรถนะการออกกำลังกายได้ผลเป็นศูนย์
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้อย่างน่าเชื่อถือในคน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน อาจกระตุ้นเล็กน้อย ไม่ควรกินตอนเย็น
ความเหนื่อยล้า ซึ่งเป็นสิ่งที่วัดยากและไวต่อยาหลอกมาก
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 200-600 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
รากไม้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้กันมานานในเรื่องกำลังวังชาของผู้ชาย
เพิ่มเทสโทสเตอโรนในผู้ชายได้จริง งานรวมปี 2022 ยืนยัน · แต่ผลกระจุกอยู่ในผู้ชายที่ระดับต่ำอยู่แล้ว สูงอายุ หรือมีความเครียดสูง ไม่ใช่ในชายหนุ่มที่ปกติดี
นี่คือตัวที่ต่างจากตัวเพิ่มเทสโทสเตอโรนตัวอื่นในรายการนี้จริงๆ · แต่ยังลดชั้นลงเพราะงานเล็ก ผลต่างกันมาก และหลายงานผู้ผลิตสนับสนุน
หลักฐานอ่อน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
เทสโทสเตอโรนในผู้ชายที่ระดับต่ำ · ถ้าสงสัยว่าเทสโทสเตอโรนต่ำ ควรตรวจเลือดก่อน ไม่ใช่เดาแล้วกิน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 200-400 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่ความเข้มข้นของสารสกัดต่างกันมากระหว่างยี่ห้อ จนเทียบขนาดกันไม่ได้
หัวพืชจากเทือกเขาแอนดีส กินเป็นอาหารมาแต่โบราณ
เพิ่มความต้องการทางเพศได้จริงพอสมควร · ที่น่าสนใจคือเกิดขึ้นโดยที่ฮอร์โมนไม่เปลี่ยนเลย
เทสโทสเตอโรนไม่เปลี่ยน ยืนยันชัดในงานที่มีกลุ่มควบคุม · นี่เป็นกรณีที่ผลอาจมีจริง แต่คำอธิบายที่ขายมาด้วยเป็นเรื่องไม่จริง
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ความต้องการทางเพศและอารมณ์ในวัยหมดประจำเดือน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1.5-3 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งร่างกายเปลี่ยนต่อเป็นเทสโทสเตอโรนและเอสโตรเจน · ขายเป็นอาหารเสริมในบางประเทศ แต่โดยเนื้อแท้คือฮอร์โมน
มีที่ใช้จริงในภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง และในรูปแบบเหน็บช่องคลอดสำหรับภาวะช่องคลอดแห้งหลังหมดประจำเดือน
เพิ่มเทสโทสเตอโรนได้มากในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน แต่ในผู้ชายเพิ่มน้อยและไม่แน่นอน ซึ่งตรงข้ามกับที่คนซื้อคาดหวัง
ลดไขมันราว 0.5 กก. ในชายสูงอายุ ซึ่งไม่มีความหมายทางคลินิก
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง · เป็นสารต้องห้ามในการแข่งขันกีฬา
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 25-50 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางโภชนาการ เพราะนี่คือฮอร์โมน ไม่ใช่สารอาหาร · ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
สารสีเหลืองในขมิ้นชัน · ปัญหาใหญ่คือดูดซึมได้แทบเป็นศูนย์ถ้าไม่มีพริกไทยดำหรือรูปแบบพิเศษช่วย ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีตัวช่วยจึงแทบไม่ต่างจากไม่กิน
ลดปวดข้อเข่าเสื่อม บางงานเทียบเท่ายาแก้อักเสบ · แต่งานเล็ก มีความเสี่ยงอคติสูง และน่าจะมีอคติการตีพิมพ์
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่ยืนยันได้
หลักฐานอ่อน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ข้อและการอักเสบ · ดูฉลากว่ามีพริกไทยดำ (piperine) หรือเป็นรูปแบบฟอสโฟลิพิดหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็แทบไม่ได้อะไร
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 500-1,500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่รูปแบบที่ดูดซึมได้ดีขึ้นมีรายงานตับอักเสบเพิ่มขึ้น
สารสกัดจากเมล็ดพืชหนาม ใช้กันเรื่องตับมานาน
หลักฐานเรื่องตับยังไม่ชัดเจนแม้จะใช้กันมานาน · มีข้อมูลว่าช่วยคุมน้ำตาลในเบาหวานชนิดที่ 2 บ้าง
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศ
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ตับ · ถ้าค่าตับผิดปกติ สิ่งที่ควรทำคือหาสาเหตุกับแพทย์ ไม่ใช่กินตัวนี้แล้วรอ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 200-600 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารสกัดจากผลปาล์มชนิดหนึ่ง ใช้กันเรื่องต่อมลูกหมากโต
งานทดลองคุณภาพดีขนาดใหญ่ไม่พบว่าดีกว่ายาหลอกในอาการต่อมลูกหมากโต ซึ่งขัดกับความนิยมของมัน
อ้างว่ายับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase แต่ผลต่อฮอร์โมนที่วัดได้ในคนไม่ชัด
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ต่อมลูกหมาก · อาการปัสสาวะผิดปกติควรตรวจกับแพทย์ ไม่ควรรักษาเองด้วยอาหารเสริม
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 160-320 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สมุนไพรที่ใช้กับภาวะซึมเศร้าอ่อนถึงปานกลาง มีหลักฐานพอควรในข้อบ่งใช้นั้น
ภาวะซึมเศร้าอ่อนถึงปานกลาง ได้ผลใกล้เคียงยาต้านเศร้ามาตรฐานในงานหลายชิ้น
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง แต่ทำให้ยาคุมกำเนิดล้มเหลวได้ ซึ่งเป็นผลทางยา ไม่ใช่ทางฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่ใช่ยานอนหลับ
อารมณ์ · แต่ความเสี่ยงจากการตีกับยาสูงมากจนต้องคุยกับเภสัชกรก่อนเสมอ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 300-900 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน แต่ตัวนี้เป็นอาหารเสริมที่ตีกับยาอันตรายที่สุดในรายการทั้งหมด ดูข้อควรระวัง
สารจากเปลือกไม้แอฟริกา ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกอย่างแรง
มีหลักฐานบ้างเรื่องภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แต่มียาที่ปลอดภัยกว่ามากในข้อบ่งใช้นั้น
เพิ่มการหลั่งอะดรีนาลีน ซึ่งเป็นทั้งกลไกที่หวังและกลไกที่อันตราย
มีงานเล็กๆ ว่าช่วยสลายไขมันในจุดที่ดื้อ แต่ความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะคุ้ม
ทำให้นอนไม่หลับและวิตกกังวล
ระบบนี้ไม่แนะนำตัวนี้ · ศูนย์พิษวิทยาพบว่าคนที่โทรมาเพราะโยฮิมบีนต้องเข้ารับการรักษามากกว่าสายอื่น และหลายประเทศจำกัดหรือห้ามขาย
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 5-20 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ ระบบเตือนตั้งแต่ระดับต่ำเพราะตัวนี้เคยทำให้เสียชีวิต และฉลากส่วนใหญ่ไม่บอกปริมาณโยฮิมบีนจริง
สารกระตุ้นจากส้มขม ใช้แทนอีเฟดรีนหลังอีเฟดรีนถูกห้าม
ประโยชน์ที่ยืนยันได้น้อยมาก
กระตุ้นระบบซิมพาเทติกเหมือนอะดรีนาลีนอ่อนๆ
ผลต่อการเผาผลาญเล็กมากและไม่แน่นอน
ทำให้นอนไม่หลับ
ระบบนี้ไม่แนะนำ · จากการตรวจสอบ 23 ผลิตภัณฑ์ มีเพียง 5 ตัวที่ปริมาณตรงกับฉลาก
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 20-50 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานทางการ ระบบเตือนเพราะรายงานหัวใจและหลอดเลือดเกือบทั้งหมดเกิดตอนกินคู่กับคาเฟอีน
กรดน้ำดีชนิดหนึ่ง เป็นรูปที่จับกับทอรีนของ UDCA ซึ่งตัว UDCA เองเป็นยาจริงที่ขึ้นทะเบียนแล้วสำหรับโรคท่อน้ำดีและนิ่วในถุงน้ำดี ส่วน TUDCA ขายเป็นอาหารเสริม
ตับที่มีภาวะน้ำดีคั่ง · หลักฐานที่แน่นเป็นของ UDCA ซึ่งเป็นยา ไม่ใช่ของ TUDCA ที่เป็นอาหารเสริม งานในคนของ TUDCA เองยังเป็นงานเล็ก
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนเพศ
ไม่ลดน้ำหนักและไม่ลดไขมัน · งานในคนอ้วน 20 คน (Kars 2010, 1,750 มก./วัน 4 สัปดาห์) พบว่าตับและกล้ามเนื้อตอบสนองอินซูลินดีขึ้น แต่น้ำหนักตัวไม่เปลี่ยน และเนื้อเยื่อไขมันไม่ดีขึ้นด้วย
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ตับและการไหลของน้ำดี · เคยถูกทดลองเป็นยา ALS คู่กับ sodium phenylbutyrate และได้อนุมัติในชื่อ Relyvrio ปี 2022 แต่งานเฟส 3 ที่ใหญ่กว่า (PHOENIX) ไม่พบผล และยาถูกถอนออกจากตลาดปี 2024 — เป็นตัวอย่างที่ดีว่าผลจากงานเล็กไม่ได้อยู่รอดเสมอ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 250-1,500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดานที่หน่วยงานไหนกำหนด · งานวิจัยใช้ 250–1,750 มก./วัน
จุลินทรีย์มีชีวิต · สิ่งที่ควรรู้ที่สุดคือ "โพรไบโอติก" ไม่ใช่สิ่งเดียว หลักฐานผูกกับสายพันธุ์ที่ระบุชื่อ ไม่ใช่กับคำว่าโพรไบโอติก
ป้องกันท้องเสียจากยาปฏิชีวนะและการติดเชื้อ C. difficile ตรงนี้หลักฐานแน่น · และช่วยอาการลำไส้แปรปรวนได้ แต่เฉพาะสายพันธุ์ที่ถูกศึกษา
ไม่มีผลต่อฮอร์โมนที่ยืนยันได้
ราว 0.5 กก. ซึ่งไม่มีความหมาย
ไม่มีหลักฐานที่ดี
ลำไส้ · เวลาเลือกซื้อ ให้ดูชื่อสายพันธุ์เต็มบนฉลาก เช่น L. rhamnosus GG หรือ S. boulardii · ผลิตภัณฑ์ที่บอกแค่จำนวนตัวไม่ได้สืบทอดหลักฐานของสายพันธุ์เหล่านั้นมาด้วย
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1-50 CFU ต่อวัน
ไม่มีเพดาน จำนวนไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพ สายพันธุ์ต่างหากที่สำคัญ
สารที่ไมโทคอนเดรียใช้สร้างพลังงาน · ยาลดไขมันกลุ่มสแตตินลดระดับ CoQ10 ในเลือด ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่คนกิน
ลดอาการปวดกล้ามเนื้อจากยาสแตติน งานรวมยังขัดกันอยู่บ้างแต่ฉบับปี 2025 เป็นบวก · และในภาวะหัวใจล้มเหลว งาน Q-SYMBIO พบว่าลดเหตุการณ์หัวใจและการเสียชีวิต
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
กล้ามเนื้อและหัวใจ โดยเฉพาะในคนที่กินสแตติน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 100-300 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารตั้งต้นของกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักของร่างกาย
ในรูปแบบยาฉีดในโรงพยาบาล เป็นยาแก้พิษพาราเซตามอลที่ได้ผลชัดเจน แต่นั่นคือคนละเรื่องกับอาหารเสริม · ในรูปแบบอาหารเสริม การใช้ที่มีหลักฐานดีที่สุดคือโรคดึงผมและแกะผิวตัวเอง
มีข้อมูลบางส่วนเรื่องความไวอินซูลินใน PCOS
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ระบบต้านอนุมูลอิสระและเสมหะในทางเดินหายใจ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 600-1,800 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารจากเปลือกองุ่นแดง ที่คนโยงกับเรื่องอายุยืน
ผลในคนน้อยกว่าที่ชื่อเสียงบอกมาก งานส่วนใหญ่ทำในสัตว์หรือในหลอดทดลอง
มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนอ่อนๆ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ระวังในภาวะที่ไวต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมันในคน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ยังไม่มีการใช้ที่ยืนยันได้ในคน
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 150-500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารฟลาโวนอยด์จากหัวหอมและแอปเปิล
ผลในคนเล็กและไม่สม่ำเสมอ มีสัญญาณเล็กน้อยเรื่องความดันโลหิต
ไม่มีผลที่ยืนยันได้
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
การอักเสบและภูมิแพ้ หลักฐานยังบาง
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 250-1,000 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
ไนเตรตจากหัวบีท ซึ่งแบคทีเรียในปากเปลี่ยนเป็นไนไตรต์แล้วเป็นไนตริกออกไซด์
ลดความดันโลหิต 4.4/1.1 มม.ปรอท และเพิ่มความอดทนในคนที่ออกกำลังกายทั่วไป · แต่ในนักกีฬาระดับสูงผลแทบหายไป
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ความดันโลหิตและการไหลเวียนเลือด
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 300-600 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน กินกันเรื่องข้อเข่าเสื่อม
ผลต่ออาการปวดข้อเข่าเล็กและไม่สม่ำเสมอ งานที่ผู้ผลิตไม่ได้สนับสนุนมักได้ผลน้อยกว่า
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน · ความกังวลว่าจะทำให้น้ำตาลสูงไม่พบในงานที่มีการควบคุม
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ข้อเข่า · ถ้ากินสามเดือนแล้วไม่รู้สึกต่าง ก็ไม่มีเหตุผลให้กินต่อ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 1,500 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
เห็ดที่ขายกันเรื่องความจำและสมอง
ชื่อเสียงทั้งหมดพิงอยู่บนงานญี่ปุ่นชิ้นเดียวปี 2009 ที่มีผู้ร่วม 30 คน บวกงานเฉียบพลันเล็กๆ ที่ผลปนกัน
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่มีหลักฐาน
กลไกเรื่องการสร้างเส้นประสาทที่ขายกัน เป็นการทดลองในจานเพาะเลี้ยง ไม่เคยพิสูจน์ในคน · และปริมาณสารออกฤทธิ์ต่างกันมากระหว่างยี่ห้อ
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 500-3,000 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สารสีแดงจากสาหร่าย ตัวที่ทำให้เนื้อปลาแซลมอนเป็นสีส้ม
ลดตัวชี้วัดการอักเสบและความเครียดออกซิเดชันได้เล็กน้อย ยังไม่มีงานไหนขยับผลลัพธ์ทางคลินิกจริง
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ไม่ลดไขมัน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ผิวและการอักเสบ งานเรื่องริ้วรอยเล็กและผู้ผลิตสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 4-12 mg ต่อวัน
ไม่มีเพดาน
สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่มีโปรตีนสูง
ปรับไขมันในเลือดได้บ้าง แต่งานเล็ก ส่วนใหญ่มาจากอิหร่าน และมีความเสี่ยงอคติสูง
ไม่มีผลต่อฮอร์โมน
ราว 1.5 กก. ในงานที่ทำในคนอ้วน หลักฐานอ่อน
ไม่เกี่ยวกับการนอน
ไขมันในเลือด
ขนาดที่ใช้กันทั่วไป 2-5 g ต่อวัน
ไม่มีเพดาน